La famille Bélier (Eric Lartigau,2014)

images by free.in.th

La famille Bélier (Eric Lartigau,2014)

ถึงแม้เราจะไม่ได้ปลื้มมากขนาดหลงรักหนังเรื่องนี้ แต่ต้องบอกเลยว่าหนังเรื่องนี้ “ถึงพร้อม” ด้วยการแสดงชั้นดีจากหนู Louane Emera ที่ทั้ง “เล่น” และ “ร้อง” รวมไปถึงการแบกรับสภาวะลูกที่ต้องแบกรับภาระ รวมไปถึงต้องคอยสื่อสารกับพ่อแม่ที่เป็นใบ้ และระหว่างชั่งใจว่าตัวเองควรจะไปได้ไกลเพราะพรสวรรค์ในการร้องเพลงของตัวเอง กับการช่วยครอบครัวทำชีสอยู่ที่บ้านนั้นอย่างไหนสำคัญกว่า

แม้หนังจะเดินเรื่องตามสูตรสำเร็จของการ “ตามความฝัน” แต่หนังก็มีฉากที่สะเทือนอารมณ์อยู่ไม่น้อยในฉากที่บรรดาผู้ปกครองคนอื่นต่าง “ได้ยิน” เพลงที่พอลล่าร้อง ทว่าพ่อแม่ของเธอ (และผู้ชม) ก็ถูกทำให้ “ไม่ได้ยิน” เหมือนกับที่กิกิและโรโดฟิย์เป็ยเช่นนั้นมาตลอดชีวิต และฉาก “ภาคบังคับของหนังตระกูลนี้” คือฉากที่พอลล่าต้องร้องเพลงเพื่อได้รับคัดเลือกไปเรียนต่อในปารีส ก็เป็นฉากที่หนัง “เลือกเพลง” มาได้ขยี้อารมณ์คนดูสุดๆ

ส่วนตัวที่เราไม่ได้ปลื้มหนังมากนักเพราะเรารู้สึกหลายจุดหนังนำเสนอประเด็นบางอย่างแบบไม่มีที่มาที่ไป ละทิ้งบางอย่างไปกลางคันอาทิการลงเลือกตั้งของพ่อ ความรักของน้องนางเอก รวมไปถึงครึ่งแรกของหนังที่ผู้กำกับ “พยายาม” มากเกินไปในการทำให้ตัวละครครอบครัวนี้ออกมาดูเล่น “ใหญ่” เป็นครอบครัวสุขสันต์จนดู “ประดิษฐ์” จนเกินไปหน่อย

The Normal Heart ร่างกายแพ้แต่หัวใจไม่แพ้

The Normal Heart (Ryan Murphy,2014)

The Normal Heart เป็นหนังที่ออกฉายทางช่อง HBO เมื่อปีที่ผ่านมา มันบอกเล่าเรื่องราวในยุค 80 ที่เหล่าบรรดาชายรักร่วมเพศประกาศ การมี “ตัวตน” และแสดงจุดยืนว่าการเปิดเผยว่าพวกเขาเป็น “ชายรักชาย” ผ่านการมีเซกส์ การร่วมเพศและการจัดปาร์ตี้ที่มีชายหนุ่มมาเสพย์ความสุขร่วมกันโดยไม่ต้องปิดบังกันอีกต่อไป

ท่ามกลางสภาพการเมืองที่บรรดาคนในสภาเป็นพวก “อนุรักษ์นิยม” กันอยู่แล้วจึงมีสายตาที่มองชายรักร่วมเพศเป็นเนื้อร้ายอยู่แล้ว การมาถึงของมะเร็งประหลาดในหมู่เกย์จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทางการนิ่งนอนใจจนโรคที่ถูกเรียกว่า “เอสด์หรือ HIV” เนื้อเริ่มแพร่ระบาดอย่างหนักและมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งโยนความผิดให้ว่าเกย์นั้นเป็นตัวแพร่โรคระบาดนี้

หนังโฟกัสไปที่ชีวิตจองเน็ด(มาร์ค รัฟฟาโล่) นักเขียนหัวรั้น ที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย นิสัยชอบจิกกัด โผงผาง อารมณ์ร้อนไม่ยอมคนทำให้เขาโสดมานานหลายปี จนกระทั่งเขาได้พบกับฟีลิกซ์ เทอร์เนอร์(แมทท์ โบเมอร์) หนุ่มคอลัมนิสต์ที่ทำงานในนิวยอร์กทามส์ ซึ่งแอบชอบเน็ดมาตั้งแต่ที่เขาเคย “มีอะไร” กับเน็ดตั้งแต่พบกันในซาวน่าเมื่อนานมาแล้ว เน็ดตกหลุมรักฟีลิกซ์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ความรักของทั้งคู่กำลังเบ่งบานท่ามกลางสถานการณ์ที่เชื้อเอสด์ระบาดอย่างหนัก เช่นเดียวกับความพยายามของดร.เอ็มมา(จูเลีย โรเบิร์ต) แพทย์ที่ป่วยเป็นโปลิโอตั้งแต่ช่วงล่างลงไป เธอพยายามช่วยเหลือชีวิตบรรดาเกย์ที่ล้มป่วยด้วยโรคนี้และต่อสู้เพื่อของบประมาณในการรักษาจากกระทรวงสาธารณะสุขที่ดูจะ “เพิกเฉย” ต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ทุกอย่างก็เริ่มแย่ลงเรื่อยๆเมื่อฟีลิกซ์พบว่าเขาติดเชื้อร้ายนี้และเหมือนวันตายก็ใกล้จะถามหาเขาทุกปี ทุกปี

ท่ามกลางตัวละครที่ปูพื้นมาอย่างมีมิติ เราจึงไม่รำคาญความงี่เง่าของเน็ด ที่ดูโผงผาง เลือดร้อนจนหลายอย่างบานปลายเกินควบคุม ในขณะที่ฟิลิกซ์ก็เหมือนเป็นน้ำแข็งที่คอยประคบเน็ดอยู่ตลอดเวลา ท่ามกลางความระส่ำระสาย ทั้งสองได้โชว์ฉากโรแมนติก ฉากระเบิดอารมณ์ และฉากที่ทั้งชวนซาบซึ้งน้ำตาไหลในตอนท้ายจนคนดูไม่อาจจะสะกดกลั้นอารมณ์อีกต่อไป เช่นเดียวกันกับจูเลีย โรเบิร์ตที่พร้อมระเบิด “ความเคียดแค้น โมโห” ในความที่รัฐบาลไม่สนใจชีวิต “ผู้ป่วย” เพียงแต่เลือกปฏิบัติว่าคนที่กำลังจะตายนั้นเป็นแค่ “คนรักร่วมเพศ” หาใช่เทียบเท่าชายจริงหญิงแท้คนอื่นๆในสังคม

ตัวละครอีกตัวที่เราค่อนข้างชอบมากก็คือทอมมี่(จิม พาร์สัน) หน่มเลขาประจำองค์กรในการให้คำปรึกษาผู้ป่วย เขามีความอ่อนโยนเข้าใจความสูญเสีย ฉากที่เขากล่าวคำอำลาหน้าศพเป็นอีกหนึ่งฉากที่เขาแสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างน่าตื่นตะลึงเช่นกัน

ในยุคที่ HIV ยังเป็นโรคที่ทุกคนหวาดกลัวและ “ไม่รู้” ว่ามันเป็นโรคอะไร การปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์เรียกได้ว่ามีฉากที่น่า “สะเทือนใจ” ไม่แพ้กัน อีกทั้งมันยังเป็นยุคที่คนรักเพศเดียวกันพยายามต่อสู้กับตัวตนทางสังคม โรคร้าย และภาครัฐเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่พวกเขาพึงจะได้

The Normal Heart ไม่เป็นเพียงแค่หนังรักของคนเพศเดียวกัน แต่มันยังเป็นการแสดงถึงการต่อสู้เพื่อให้มาซึ่งความเท่าเทียม และโอกาสในการ “รอดชีวิต” ในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง

หนังออกแผ่นดีวีดีในบ้านเราแล้วนะครับ ถ้าใครอยากดูการแสดงดีๆ บทโดนๆ ลองไปหามาดูนะครับ ^ ^

เมาท์มอยเรื่องหนัง อ่านบทวิจารณ์เพิ่มเติมได้ที่ >> https://www.facebook.com/EntertainmentBite

 

White House Down (Roland Emmerich,2013)

images by free.in.th

White House Down (Roland Emmerich,2013)

ยกให้ 2 นิ้วหัวแม่โป้งจาก 5 นิ้ว

โรแลนด์ เอมเมอร์ริช ทำหนังโลกแตกสนุกกว่าหนังโจรกรรมยึดทำเนียบเยอะ สำหรับเรา White House Down เป็นหนังป๊อปคอร์นที่ไม่มีอะไรเหนือการคาดเดา อารมณ์ขันเจื่อนๆ ฉากวินาศสันตะโรที่ดูแล้วก็งั้นๆ ส่วนตัวแล้ว Olympus Has Fallen ลูกบ้าเยอะกว่า สนุกกว่าด้วยเนื้่อหาเดียวกัน

DVD REVIEW 247°F (2011) – ชื่อไทย ซาวน่ามนุษย์เดือด

images by free.in.th

DVD REVIEW 247°F (2011) – ชื่อไทย ซาวน่ามนุษย์เดือด

ยกให้ 1 นิ้วหัวแม่โป้งจาก 5 นิ้ว

การต้องนั่งดูชะนี 2 คนกับผู้ชายหุ่นล่ำ 1 คนติดอยู่ในห้องซาวน่าด้วยความไร้สติของตัวละครอย่างสิ้นเชิงเป็นเวลาโดยประมาณ 50 นาที ถือเป็นความน่าปวดขมับอย่างสูง

หนังสัญชาติจอร์เจียที่ว่าด้วยแกงค์เพื่อนรัก 4 คนที่ 1 ใน 4 ดันเมาไม่ได้สติแล้วขังเพื่อนตัวเองไว้ในห้องซาวน่าโดยไม่ได้ตั้งใจ เป็นผลให้เพื่อนอีก 3 คนต้องกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกวินาที

นางเอกเป็นโรคประสาทกลัวที่แคบ (น่าจะพอเดาได้แล้วนะ ว่าที่มาของความงี่เง่าตลอดเรื่องมาจากใคร) ในใจเราได้แต่ภาวนาให้อีนางเอกรีบตายๆไปซะที หงุุดหงิด

DVD The East (Zal Batmanglij,2013)

images by free.in.th

DVD The East (Zal Batmanglij,2013)

ยกให้ 4 นิ้วหัวแม่โป้งจาก 5 นิ้ว 

หนังสนุกจริงจังอ่ะ บริทท์ มาร์ลิ่ง(นางเอก, คนเขียนบท) นางมีฝีมือไม่ธรรมดามาตั้งแต่ Another Earth แล้วนะ มาคราวนี้นางผสมหนังแนวสายลับ ทริลเลอร์ การเมือง วิพากย์ระบบทุนนิยม เข้ากันกลมกล่อมมาก

หนังตั้งคำถามกับการกระทำของกลุ่มก่อการร้ายอย่างเดอะ อีสต์ที่มีวิธีการ “เอาคืน” กับกลุ่มนายทุนที่จ้องแต่จะหาผลประโยชน์จากผลกำไร อาทิ บริษัทยาที่ผลิตยาออกมาโดยไม่คำนึงถึงผลข้างเคียงระยะยาว – โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยสารพิษลงบึงจนทำให้ผู้คนล้มตาย – นางเอกของเรา อย่างซาร่าห์ (บริทท์ มาร์ลิ่ง) สายลับในแวดวงธุรกิจแฝงตัวเองเข้าไปสืบความเคลื่อนไหวของกลุ่ม เดอะ อีสต์ แต่ยิ่งนานวันเมื่อเธอยิ่งซึมซับพฤติกรรมของพวกเขา เธอกลับเริ่มอยากจะแปรพักตร์ไปทุกวัน

นอกจากหนังจะคมคายในแง่บทสนทนาแล้ว ตัวเรื่องยังมีอะไรให้เราลุ้นระทึกอยู่ทุก 15 นาที

เป็นหนังฟอร์มเล็กที่ไม่ควรมองข้ามด้วยประการทั้งปวง

DVD HOURS (Eric Heisserer,2013)

images by free.in.th

HOURS (Eric Heisserer,2013)

ยกให้ 2 นิ้วหัวแม่โป้งจาก 5 นิ้ว

หนึ่งในหนังของพอล วอล์คเกอร์ที่เล่าเรื่องราวดราม่า ของพ่อลูกอ่อนที่ต้องช่วยเหลือชีวิตลูกของตัวเองในสภาพของทารกที่ไม่สามารถหายใจได้ด้วยตัวเอง ท่ามกลางพายุแคทริน่าที่ถล่มเมือง ทำให้ไฟฟ้าของโรงพยาบาลเป็นอัมพาต เขาจึงต้องทำทุกวิถีทางในการปั่นไฟและทำให้เครื่องช่วยหายใจของลูกน้อยคอยทำงานตลอดเวลา

หนังไม่ได้มีฉากตื่นเต้นเร้าใจอะไรมาก ทุกอย่างค่อนข้างเนิบช้า เรื่อยๆมาเรียงๆ การแสดงของพอล วอล์คเกอร์ไม่ได้น่าสนใจนักในบทของ “พ่อ” มือใหม่ ถ้าจะว่ากันตรงๆคือหนังน่าเบื่อมากเลยทีเดียว

ทุกอย่างอยู่ในกรอบของการคาดเดาได้ ตอนนี้หนังยังไม่ได้เข้าฉายในอเมริกา (หนังเข้าฉายวันที่ 13 ธันวาคม 2013) ส่วนบ้านเราออกดีวีดีแล้วเรียบร้อย

DVD REVIEW Sofia The First: Once Upon A Princess

Sofia The First: Once Upon A Princess

ยกให้ 3 นิ้วหัวแม่โป้งจาก 5 นิ้ว

หลังจากแม่ได้เข้าพิธีสมรสกับพระราชา โซเฟียก็กลายเป็นเจ้าหญิงในทันที แต่เธอต้องเรียนรู้การเป็นเจ้าหญิงในโรงเรียนฝึกรัชทายาทเสียก่อน แถมยังต้องเอาชนะเวทย์มนตร์ของพ่อมดและผูกมิตรกับพี่น้องต่างแม่โดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ สัตว์พูดได้ และคำแนะนำที่ดีจากแขกพิเศษอย่างซินเดอเรลล่าอีกด้วย

จะว่าไปแล้วการผันตัวจากสามัญชนมาเป็นราชินิกูลนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่นัก เฉกเช่นเดียวกับเจ้าหญิงมีอา ใน The Princess Diary แม้ว่าโซเฟียจะไม่โกะเท่าเจ้าหญิงรายนั้น ประกอบกับความไร้เดียงสาของเธอ จึงทำให้โซเฟียต้องเรียนรู้อะไรมากมายที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน

ด้วยความที่เป็นการ์ตูนสำหรับเด็กอายุ 5-10 ขวบ คือด้วยตัวพล็อตมันเด็กมาก ถูกทำขึ้นมาเพื่อฉายทางช่องดิสนีย์ ชาแนล เส้นเรื่องจึงไม่มีอะไรหวือหวานัก งานภาพแอนิเมชั่นสามมิติถือว่าทำออกมาได้สวยงาม แม้จะแข็งทื่อไปบ้างก็ตาม น่าเสียดายเพลงมิวสิคัลในเรื่องไม่มีเพลงที่โดดเด่นหรือน่าจดจำสักเท่าไหร่ ส่วนมากเป็นเพลงที่จังหวะออกจะแปลกๆ

ความโดดเด่นอีกอย่างของ Sofia The First คือการนำตัวละครจากบรรดาแอนิเมชั่นเจ้าหญิงเอามาใส่ไว้ในเรื่องอาทิ สัตว์เจ้าเจรจาจาก Snow White, นางฟ้าแม่ทูนหัวจาก Sleeping Beauty, เหล่านกน้อยจาก Cinderella เป็นต้น

ตัวดีวีดีของดิสนีย์ยังคงคอนเซปแถม Sing Along Version ให้หนูๆเอาไว้ร้องเพลงตามอีกด้วยครับ

ส่วนสเปเชียลฟิเจอร์ยังมีแอนิเมชั่นตอนสั้นๆของมินนี่เมาส์มาให้ชมใน Minnie’s Bow Toons อีกด้วย