The Rover (David Michôd,2014)

images by free.in.th

The Rover (David Michôd,2014)

ยกให้ 4.5 นิ้วหัวแม่โป้ง

งานแอ็คติ้งของโรเบิร์ต แพททินสันกับกาย เพียรซ์นี่สามารถติดงานประกาศผลรางวัลช่วงต้นปีหน้าได้เลยนะถ้ากรรมการไม่หลงลืมมันไปซะก่อน

ตัวหนังมันก็พูดถึงจิตวิญญาณมนุษย์ที่สูญสลายไปเพราะโลกยุคดิสโทเปียที่แห้งแล้งแห้งผากอะไรแบบนั้น

ผู้กำกับคุมโทนหนังได้ดีมากจริงๆ คือโมเมนต์ที่ตัวละครตัวไหนก็ตามคว้าอาวุธ ความเสียวซ่านแบบดูหนังสยองขวัญจะทำให้เราขนลุกขึ้นมาทันที เพราะไม่รู้ว่าแม่งจะเกิดอะไรขึ้นจริงๆ เพราะซีนแรกที่มีคนในเรื่องตายห่าเป็นคนแรก สารภาพตามตรงเลยว่ากรูนี่แหละแหกปากตกใจขึ้นมาด้วยคำอุทาน “เชี่ย” คือตกกะใจจริงๆ และหลังจากนั้นเราก็ผวากับมันทั้งเรื่อง

แต่ที่น่ากลัวกว่าในหนังก็คือรอบนักวิจารณ์ที่ไปดูวันนี้ดันมีเหตุต่อยกันในโรงหนัง จนคนดูเกือบทั้งโรงสติหลุดไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนแทบจะดูหนังต่อกันไม่ติดเลยทีเดียวเชียว

ICE MAN (หลอหวิงเจิ้ง+ดอนนี่ เยน,2014)

images by free.in.th

ICE MAN (หลอหวิงเจิ้ง+ดอนนี่ เยน,2014)

ตัดเกรดที่ 0.5 และเป็นรีวิวที่หยาบคายมาก

ออกตัวก่อนหน้าเลยว่าเราสาปส่งหนังเรื่องนี้ในระดับที่หนังอย่างต้มยำกุ้ง 2 กลายเป็นความบันเทิงชั้นดีและตี๋เหรียญเจี๋ยคือหนังออสการ์กันไปเลยจ่ะ

อันที่จริงตัวหนังปูพล็อตเรื่องการข้ามกาลเวลา การปรับตัวข้ามยุคสมัยของตัวละคร และกระทั่งการเอามหากาพย์รามายณะมาทิ้งปมไว้ให้เป็นเงื่อนไขของการย้อนเวลาได้น่าสนใจมากทีเดียว

แต่! ทุกอย่างที่ปูพื้นมาก็พังพินาศตั้งแต่การเล่าเรื่องของหนังที่ไม่ไปไหนซักที จะดัดจริตเป็นหนังตลกก็ไม่ขำ นางเอกก็ทำตัวประสาทแดกตลอดเวลา ส่วนพระเอกก็เด๋อๆด๋าๆแดกน้ำขี้เข้าไปตอนต้นเรื่อง ขึ้นสมองเลอะเลือนตลอดเรื่อง แถมหนังก็มีฉากส้วมระเบิด เยี่ยวสลาตัน คือดอนนี่เก็บกดจากการเล่นหนังดีมาใช่ไหม มึงถึงต้องกำกับหนังเรื่องนี้ให้ต่ำสถุล เวียนวนอยู่กับสิ่งปฎิกูลอยู่นั้นแหละ อ่อถ้าจะนับเรื่องศิวลึงค์ที่พันธมิตรเอามาพากย์ซะเละเทะด้วยก็ได้นะ

ยิ่งไปกว่านั้นตลอด 1 ชั่วโมงที่เราต้องนั่งดูพี่ดอนนี่เยน ทำอะไรประสาทแดกร่วมกับนางเอกของเรื่องที่วันๆดูจบแล้วก็ยังไม่เกทว่าอีนี่ทำอาชีพอะไรถึงมีเงินเช่าคอนโดหรูขนาดนั้นทั้งที่แม่มึงป่วยไม่มีเงินจะจ่ายค่าบ้านพักคนชรา อีนี่ก็ยังทำตัวเหลวแหลกบ้าบอไปเรื่อย แต่เดี๋ยวๆ ไอ้พระเอกของเรามันพกทองมาจากอดีตไง (ซึ่งตอนมึงเปลี่ยนชุดมันไม่ใช่ชุดนี้นะ ชุดที่มึงมาซื้อทองคือชุดที่มึงขโมยอีเกย์ไฮโซที่นั่งลีมูซีนมา) ก็เลยเอามาจำนำ เอาเงินไปใช้ เอาไปให้นางเอกปลดหนี้ บ้าบอไปเรื่อย

เดี๋ยวนะ ยังไม่พอเท่านั้น คือตลอดเรื่องเราก็ยังไม่รู้อยู่ดีน่ะแหละว่า อะไรคือการที่พระเอกขึ้นได้ไม่ตายห่า ถูกสตาฟอยู่ในตู้แช่แข็ง คือหนังจบแล้วเราก็ยังไม่รู้อยู่ดี เพราะหนังยังหน้าด้านจบแบบให้มึงไปดูต่อเอาเองนะในภาคต่อไป?

หืมมมมม คืออะไร แล้วไอ้ 2 ชั่วโมงที่หนังเมิงเล่ามาไร้ประเด็นเนี่ยนะ เอาเวลาที่ควรจะไขปริศนาและคลี่คลายปมที่มึงทิ้งไว้ตั้งแต่เริ่มเรื่องดีกว่าไหม แล้วดอนนี่ เยนจมน้ำแล้วตายห่าหรือเปล่า และอีนางเอกมึงจะติสแตกเดินลงน้ำทำห่าอะไร ฆ่าตัวตายเหรอ

คือภาษาภาพในการเล่าเรื่องมึงก็สอบตกแล้ว คือกูไม่เกทว่ามึงจะพยายามเล่าอะไร แล้วมีประเด็นอะไร อ๋อเดี๋ยวก่อนนะหนังมันก็จะมีฉากสะเหร่อๆประเภทสโลโมชั่นตกจากที่สูงงี้พระเอกกอดนางเอกงี้ แต่ผลลัพธ์ทางอารมณ์คิดว่ามันโรแมนติกไหม ไม่หรอกค่ะ เพราะกูไม่เชื่อว่าอีพระนางของเรื่องมันเป็นคนมีเลือดมีเนื้อจริงๆ เหมือนเอเลี่ยนมากกว่า

แอคติ้งในหนังก็ใหญ่เว่อร์ แบบละครซิทคอม แถมฉากแอ็คชั่นทั้งเรื่องก็มี 3 ฉากถ้วนได้ แถมไม่สนุกอีกต่างหาก เพราะกูยังงงว่าตกลงแล้วพวกมึงสู้กันไปทำห่าอะไร ที่ให้คะแนนที่ 0.5 ก็คือยังมีฉากที่ทำให้เรานั่งทนดูต่อไปได้ยันจบเรื่อง เพราะรู้สึกว่าจะลุกออกจากโรงไปจะไม่คุ้มเงิน 150 บาท + ค่ารถที่ถ่อมาดูรอบดึก

Dhoom: 3 (Vijay Krishna Acharya,2013)

images by free.in.th

Dhoom: 3 (Vijay Krishna Acharya,2013)

ยกให้ 3 นิ้วหัวแม่โป้งจาก 5 นิ้ว

บทมันไม่ได้เลิศเลออะไรขนาดนั้นหรอก แต่สำหรับเราแล้วมันบันเทิงเอามากๆ หลังจากที่ Dhoom หนังอินเดียฟอร์มกลางที่ทำเงินมหาศาลภาคแรก ขยับขยายตัวเองให้หน้าหนังดูโกฮอลลีวูดด้วยการยกกองไปถ่ายทำกันถึงชิคาโก (แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรกับพล้อตเรื่องสักเท่าไหร่น่ะแหล่ะ) แถมเอาเข้าจริงๆหนังก็ไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องเล่าอะไรให้ยืดยาวถึง 3 ชั่วโมงด้วยซ้ำไป

ตัวเรื่องยังมีกลิ่นหนังภารตะอยู่ครบ แต่เป็นภารตะที่อินเตอร์ทั้งฉากเต้น ฉากเกี๊ยวเข้าพระเข้านาง บท หรือฉากแอ็คชั่น ส่วนฉากเต้นนี่ต้องบอกเลยว่ากินขาดมากทั้งตัวพระ ตัวนาง ตัวรอง อื้อหือ STEP UP ชิดซ้ายกันไปเลย มูฟเอว โรว์อก ไอโซเลชั่นตัวกันแบบว่า นี่เค้าแคสนักเต้นมาเป็นพระเอกนางเอกกันเหรอก๊ะ

รวมๆคือเราว่ามันสนุกดี 172 นาทีผ่านไปไวมาก และครึ่งแรกกับครึ่งหลังนี่หนังคนละม้วนชัดๆ

Review Red 2

Image Hosted by ImageShack.us

รีวิว – Red 2 (Dean Parisot,2013)

ETMB มอบให้ 3 นิ้วหัวแม่งโป้งจาก 5 นิ้ว

ความบันเทิงหนึ่งอย่างคือการได้เห็นดารารุ่น “เดอะ” มารวมพลกัน จะว่าไป RED2 ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการสานต่อความสำเร็จของภาคแรก พ่วงแถมด้วยเรื่องราวอดีตคนรักเก่าแคทย่า (แคทเธอรีน-ซีต้า-โจนส์) กับคนรักใหม่ซาร่าห์(แมร์รี่ หลุยส์ ปาร์คเกอร์) อันแสนเบาบาง ซึ่งก็หยิบเอามาเป็นมุกจิกกัดกันพอสนุกสนาน

ข้อเสียของ RED ทั้งภาคแรกและภาคนี้คือมันจะมีช่วง “สุญญากาศ” ที่พอเข้าช่วงเนิบก็นิ่งซะจนน่าเบื่อ แต่สักพักนึงก็จะมีช่วงบันเทิงและแอ็คชั่นตัดสลับเข้ามา แต่ก็ว่าไม่ได้อีกเหมือนกันที่ว่าไปมีแต่อะไร “เหี่ยวๆ” บนจอแล้วจะไม่บันเทิง ฝีไม้ลายมือของนักแสดงก็ไม่ต้องห่วงเล่นดี เล่นใหญ่กันหมด

ที่น่าประทับใจก็คือบทของคุณป้ามหาภัยอย่างวิคตอเรีย (เฮเลน มิเรนท์) ที่ขโมยซีนทุกครั้งที่นางปรากฏตัวบนจอ แถมไอ้มุกจิกกัดตัวเองในหนังออสการ์อย่าง The Queen (แต่เป็นคนละนางกับใน The Queen นะ) เรียกได้ว่าฮาสะใจเลยทีเดียว

ส่วนบทของลี บยอง ฮุน เปิดตัวมาซะเท่ แต่ในหนังมีคุณค่าแค่ จา พนมจาก ต้มยำกุ้ง ที่วิ่งไล่ถีบหน้าบรูซ วิลลิสแล้วก็ทวงถามว่า “เครื่องบินกู อยู่ไหน” ตลอดเรื่อง โถ…………

จุดเริ่มต้นของ Pacific Rim เกิดจากจินตนาการในวัยเด็กของผู้กำกับ กิลเลอร์โม เดล โตโร

 photo PR-ILM-0267_zps62412ddc.jpg

 

เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก กิลเลอร์โม เดล โตโร วาดรูปสัตว์ประหลาดและหุ่นยนต์ไว้ในสมุดโน้ต ภายในเครื่องจักรขนาดยักษ์ เขาวาดแผนผังภาพตัดแสดงให้เห็นว่าคนขับหุ่นยนต์นอนตรงไหน ทำอาหารตรงไหน ติดต่อสื่อสาร และควบคุมหุ่นยนต์ตรงไหน ระบบลำเลียงและกลไกการทำงานของสิ่งมีชีวิตและเครื่องจักรที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้นี้ จะสอบผ่านในสายตาเขาก็ต่อเมื่อมันตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงที่น่าเชื่อถือ เมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาก็ยังคงวาดรูปหุ่นยนต์และสัตว์ประหลาดในสมุดโน้ตอยู่ เพียงแต่ว่าผู้ชมที่ร่วมรับรู้ความเป็นจริงที่เขาสร้างขึ้นนั้นกลับขยายวงกว้างกว่าเดิม

คำโปรยของภาพยนตร์เรื่องนี้สรุปรวบยอดแนวคิดทั้งหมด “เพื่อต่อสู้ปีศาจร้าย เราสร้างปีศาจขึ้นมา”

ที่สตูดิโอไพน์วู้ดในโตรอนโตใกล้ชายฝั่งแคนาดา แม้อากาศจะหนาวจับขั้วหัวใจ แต่ความอบอุ่นก็แผ่ออกมาจากกองถ่าย Pacific Rim ผู้กำกับซึ่งโดดเด่นด้านการเสนอความน่าอัศจรรย์ แสดงความกระตือรือร้นเต็มที่ขณะร่ายถึงของเล่นสุดเจ๋งเท่าที่ผู้กำกับคนหนึ่งจะนึกฝันได้ ไม่ว่าในฐานะเด็กที่ขีดเขียนรูปอยู่ในสมุด หรือในฐานะผู้กำกับระดับโลกที่สร้างสรรค์ภาพยนตร์เรื่องยิ่งใหญ่ก็ตาม “ผมอยากนำเสนอสิ่งที่ผมรักตอนเป็นเด็กผ่านมุมมองของผู้ใหญ่” เดล โตโรอธิบายในช่วงพักระหว่างฉาก “ผมต้องการนำสัตว์ประหลาดพวกนี้มาทำให้เป็นสิ่งซึ่งคุณไม่อาจต่อรองได้ ไม่อาจเจรจาได้ หรือไม่อาจทำลายได้ นอกเสียจากคุณเข้าไปในหุ่นยนต์และเผชิญหน้ากับมัน”

การอยู่ท่ามกลางนักสร้างสรรค์ที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน ช่วยให้เดล โตโรได้ขัดเกลาชิ้นงานตามแบบฉบับของตนเอง “เรื่องแรกๆ ที่ผมตัดสินใจคือผมจะไม่ทำหนังสงคราม” เขาเล่า “ผมอยากทำหนังที่เป็นหนังผจญภัย ตอนผมเป็นเด็ก ผมหลงใหลงานของอเล็กซานเดอร์ คอร์ดา งานผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ สวยงาม เต็มอิ่ม และมีสีสันตระการตา ผมเคยฝันว่าอยากเป็นคาวบอย โจรสลัด และรัฐบุรุษ ผมอยากได้หนังแบบที่ถ้าผมดูตอนเป็นเด็ก ผมก็ต้องอยากเป็นนักขับเยเกอร์”

 photo PR-ILM-0280_zps820732ad.jpg

ด้วยการสนับสนุนเต็มที่จาก Legendary และ Warner Bros. เดล โตโร จึงสามารถหานักแสดงผู้มีความสามารถอย่างที่เขาต้องการ แทนที่จะเป็นดารายอดนิยมในช่วงเวลานั้นๆ ในส่วนเบื้องหลังนั้นก็เป็นการรวบรวมทีมงานในฝันจากผู้ร่วมงานที่เขาชื่นชอบ ซึ่งรวมถึงผู้กำกับภาพ กิลเลอร์โม นาวาร์โร ผู้ชนะรางวัลออสการ์จาก Pan’s Labyrinth ของเดล โตโร (Pacific Rim เป็นการร่วมงานกันครั้งที่หกของทั้งสอง) ความรู้ใจกันระหว่างกิลเลอร์โมสองคนนี้เทียบได้กับความสัมพันธ์ระหว่างนักขับเยเกอร์ และการได้เห็นทั้งสองทำงานในกองถ่ายก็ชวนให้เรานึกสงสัยว่าสองคนนี้มีเครื่องเชื่อมโยงกันอยู่โดยที่เราไม่เห็นหรือเปล่า

ขณะผู้กำกับเดินแหวกผ่านฉากล็อคเซนต์ เห็นได้ชัดว่าเขามีความสุขเต็มที่และความกระตือรือร้นนั้นก็ส่งผ่านไปยังคนอื่นๆ ด้วย ความมีชีวิตชีวาเหมือนเด็กๆ แผ่ไปทั่วทีมนักแสดงและทีมงานเบื้องหลังจากพลังอันโดดเด่นของเดล โตโร ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า Pacific Rim เป็นแนวคิดที่สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดซึ่งนับเป็นเรื่องหายาก มันไม่ได้เป็นภาคต่อหรือการดัดแปลงมาจากสื่อประเภทอื่น ทุกคนจึงกระตือรือร้นที่จะได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา

ถ้านี่เป็นแค่การชิมลางจากอภิมหาความบันเทิงใน  Pacific Rim  –  แปซิฟิค ริม  สงครามอสูรเหล็ก

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการจัดเต็มแบบครบเครื่องอลังการ

ใน 11 กรกฎาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

https://www.facebook.com/PacificRimThailand

 photo PR-ILM-0254_zps37f46f2d.jpg

 photo PR-ILM-0257_zps98ad5c3e.jpg

 photo PR-ILM-0348_zps6b16f1e8.jpg

World War Z (Marc Forster,2013) ETMB มอบให้ 3 นิ้วหัวแม่โป้ง

 photo WWZ_zps814550ee.jpg

World War Z (Marc Forster,2013) ETMB มอบให้ 3 นิ้วหัวแม่โป้ง

ตัวละครของแบรด พิทท์ ก็เหมือน เอโดกาวะ โคนัน

คือมึงไปที่ไหน ก็นำความชิบหาย,ความบรรลัยระดับพระกาฬ อาทิ เมืองระเบิด กองทัพโดนแดก ฝูงซอมบี้เป็นรังปลวก เครื่องบินตก

แต่สุดท้ายพี่แกก็กลายเป็นพ่อแบบหล่อๆ บอกคนดูว่า “The War Has Just Begun”

โอเคฮ่ะอีก 2 ปี ก็รอดู WWZ2

จบ

Review – Man of Steel (2013,Zack Snyder)

 photo man_of_steel_poster_zpsfe25a894.jpg
Review – Man of Steel (2013,Zack Snyder) ETMB มอบนิ้วโป้งให้ 4 ดาวจ้า

มันเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่สร้างวิวาทะในการสำรวจตรวจตราความเป็นมนุษย์แบบทุกซอกทุกมุมอย่างแท้จริง

ฉากเปิดเรื่องที่เล่าเหตุการณ์ความล่มสลายของดาวคริปตอนนั้นแทนนัยยะความเชื่อในความเป็นมนุษย์ได้อย่างคมคาย “เราตัดสินมนุษย์ได้ด้วยการกำหนดชนชนวรรณะได้ตั้งแต่เกิดได้หรือไม่” การที่สิ่งมีชีวิตมีโอกาส “เลือก” ในสิ่งที่เขาพึงจะเป็นได้ถือเป็นความดีงามหรือไม่

เอาจริงๆตัวเรื่องตลอด 1 ชั่วโมงครึ่งแรก มันเป็นการทำให้เรา “รู้จัก” ความเป็นมาของซูเปอร์แมนแบบถึงแก่น ระหว่างที่ภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ เรารู้แค่ซูเปอร์แมนมาจากดาวคริปตัน ใส่กางเกงในสีแดงไว้ข้างนอก แล้วยังไงล่ะที่นี้ เราก็ได้แต่ So What ตั้งคำถามงงๆ เวลาซูเปอร์แมนไปอัดกับตัวร้าย (ที่ยังไงซูเปอร์แมนก็ฆ่าไม่ตายอยู่ดี มันก็เลยกลายเป็นตัวละครทื่อๆแปลกๆไป) แต่ใน Man of Steel สิ่งที่เปราะบางที่สุดหรือเรียกว่าจุดอ่อนของซูเปอร์แมนก็ว่าได้ นั่นก็คือ “ความเป็นมนุษย์” ที่เขาซึมซับตอนที่ได้ลงมาอยู่บนโลกใบนี้ วิวาทะหลายอย่างในหนังตั้งคำถามถึง “ความดีงาม” ของมนุษย์ แบบเดียวกับที่ปรัชญาของเพลโต้เคยกล่าวเอาไว้ (ในหนังปรากฏฉากที่คาร์ล เอลถือหนังสือนี้เอาไว้ระหว่างที่เขาโดนเพื่อนวัยรุ่นรุมรังแก)

นอกจากนี้มันยังให้ดึงปรัชญาที่ว่ามนุษย์เรายืนหยัดอยู่บนความเชื่อบางประการ ซึ่งแน่นอนล่ะว่ามันยึดถือ “ความดีงาม” ที่สังคมพยายามตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลา เมื่อซูเปอร์แมนถูกวายร้ายของเรื่องอย่างซอจ(ไมเคิล แชนนอน) ยื่นข้อเสนอให้กับพลเมืองชาวโลกส่งตัวซูเปอร์แมนเพื่อแลกกับการคุกคามโลกใบนี้ ซูเปอร์แมนในโมเมนต์ดังกล่าวจึงกลายเป็นตัวแทนของทั้งคนนอก คนชายขอบ คนผิด หรือแม้กระทั่งต้นเหตุของความไม่สงบที่อาจจะทำให้คนบริสุทธิ์มากมายต้องตาย แต่ซูเปอร์แมนก็เลือกจะส่งตัวเองให้กับซอจเพื่อให้คนอื่นๆในโลกปลอดภัย แม้ว่าตัวเองจะเคลือบแคลงในแผนของซอจก็ตาม

อย่างที่พ่อของคลาร์กหรือโจนาธาน เคนท์ (เควิน คอสเนอร์) บอกกับคาร์ล เอล(ซูเปอร์แมนวัยเด็ก) ว่า ไม่ว่าลูกจะเป็นใครก็ตาม เรามีอยู่หรืออยู่ในโลกใบนี้ก็ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง เรามีอยู่เพราะเรามีหน้าที่อันยิ่งใหญ่บางอย่าง และความยิ่งใหญ่ในบางครั้งมันต้อง “รอเวลา”

เวลาในการรอคอยของคลาร์กนั้นกินเวลาร่วมเกือบ 30 ปี ในวันที่เขาค้นพบความจริงว่า การที่เขาถูกส่งมายังโลกใบนี้ก็เพื่อจะช่วยเหลือและบอกเล่ามนุษย์โลกอย่าทำผิดพลาดแบบเดียวกันกับที่ดาวคริปตันต้องพบจุดจบมาก่อนนี้

ไม่ว่าจะมองหนังอย่าง Man of Steel ด้วยกรอบของอะไรก็ตาม แม้กระทั่งกรอบแว่นที่ธรรมดาสามัญที่สุดอย่าง “ความบันเทิง” หนังก็ตอบโจทย์ตั้งแต่กรอบแว่นนั้น ไปจนถึงกรอบอภิปรัชญาที่ตั้งคำถามในการมีอยู่ของมนุษย์กันเลยทีเดียว

แอดมินตั้ม